คณะที่เราอยากเรียน หรือ พ่อ-แม่ อยากให้เรียน
posted on 20 May 2008 12:51 by evezaaa in Spoil
เอ๊ะ อะไรยังไง พอดีเห็นเค้าฮิตอินเทรนด์เขียนเอนทรีเกี่ยวกับ Admission กันเยอะแยะ เค้าก็เลย เขียนมั่ง
อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ ให้กับรุ่นน้องๆ ที่กำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือ....เข้าเรียนแล้วในปีการศึกษานี้ เพราะเราเองก็เคยผ่านตรงนั้นมาแล้วเช่นเดียวกัน
ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ขณะนี้เราเองเรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและ นฤมิตศิลป์
ม.มหาสารคาม สาขานฤมิตศิลป์ เอกกราฟิก ชั้นปีที่ 4 เน้อออ............
ใกล้จะหมดเวลาของซัมเมอร์แล้วหลายๆคนจะได้เจอกับชีวิตใหม่ในรั้วมหา'ลัย ก้าวย่างออกมาจากชีวิต
แบบเด็กๆของชั้นมัธยมมาแล้ว เสียดายจังเนาะ เราเองเป็นอีกคนที่อยากหยุดเวลาแค่ตอนมัธยม
เพราะตอนนั้นชีวิตมันหนุกหนานได้มากมายจริงๆ เฮ้ว ซ่ากับเพื่อนทุกวันเลย แก็งค์เราก็เป็นอีกแก็งค์ที่
ป่วนมากมาย เฮ้อออเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ คิดถึงงงงง เพื่อนจังเลยยยยย.....ถ้าตอนนี้ใครยังเรียนมัธยมอยู่
ก็ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่ามากๆๆๆ
นะคะ เดี๋ยวจะมาเสียดายทีหลังไม่รู้นะ ส่วนเรา เราใช้คุ้มมั่กๆ จนเสียดายไม่อยากให้มันกลายเป็นอดีตน่ะสิ
เวลา เป็นสิ่งสำคัญนะคะ อย่าได้ให้มันผ่านไปเฉยๆอย่างไร้ค่าล่ะ ชีวิตมัธยมมีครั้งเดียวนะใช้ให้คุ้ม อิอิ...
เรื่องของเรื่องวันนี้ เราจะขอพูดถึงคณะที่เราจะเลือกเข้าเรียนกันดีกว่า พูดไปพูดมา ก็รู้เลยสินะว่า...
ประเด็นยอดฮิตคืออะไร แน่นอนว่าท่านพ่อ ท่านแม่ ย่อมหวังใจไว้ว่าอยากจะให้ลูกเรียนคณะดีๆที่เป็นหน้า
เป็นตาให้กับตัวเราเองและครอบครัว จบมาก็มีอาชีพการงานที่ดี เงินดี หะๆ
อธิเช่น...แพทย์ เภสัช
วิศวะ เป็นต้น ....เราเองก็เหมื๊อนกันเลย เอาเป็นไล่ไปตั้งแต่ตอนที่จะเข้าเรียน ม.ปลายดีกว่า
คุณป๋า ก็อยากเหลื๊อเกินที่จะให้เราเรียนสายวิทย์คำนวณ เห๊อะ ....แต่ทว่า เนื่องจากเราเป็นคนที่รัก
วิชาคำนวณม๊ากมากกก (ประชดนะนี่) ตั้งแต่เรียน ม.ต้น จนจบ ม.6 เราจะได้เกรดวิชาคณิต ตั้งแต่
0-2 ไม่เคยได้เห็น 3 กับ 4 เลยอ่ะ ง่า
ฉะนั้น เราคงจะไม่ฝืนตัวเองไปเลือกเรียนสายที่มีแต่คำนวณ
คำนวณ และคำนวณหรอกน๊า..ไม่งั้นคงจะไม่รอดแน่ๆเรย เราก็เลยเลือกเรียนสายศิลป์ฝรั่งเศส หะๆ
ต่อมา..ด้วยความที่มีความรักในศิลปะเหมือนกับป๋า เราเองก็อยากจะเรียนคณะที่เรียนเกี่ยวกับศิลปะน่ะสิ
ตอนนั้นรู้อย่างเดียวว่า อยากจะเรียนจิตรกรรม ที่ ม.ศิลปากร มากกกกกกก แต่..
ป๋า say no อย่างเด็ดขาดและบอกกับเราด้วยประโยคคลาสสิคว่า ถ้าลูกเรียนศิลปะ จบมาจะทำอะไรกิน ป่อยๆๆ
รู้มั้ยว่า เราพูดกับป๋าไปกี่สิบรอบไม่รู้แต่ว่าป๋า say no อย่างเดียวเลย เฮ้ออออ อีฟซ่าความฝันมืดมนในบัดดล
จากนั้นมาเราก็เลยรู้ทันทีว่า จำเป็นต้องมองคณะอื่นแทนซะแร้ว ก็...นะ เผอิ๊ญ เผอิญ ช่วงนั้นเที่ยวเก่ง(ชีวิตธรรมดาของวัยรุ่นน่าพี่น้อง) ไม่รู้ คิดยังไง ก็เลยเลือกคณะการท่องเที่ยว-โรงแรม ห๊ะ!! เหอะๆ เหมื๊อนจะชอบ
แต่ 80% คือจำยอมซะมากกว่า....ในการสอบโควต้าเราจึงไม่ได้ลงสอบวิชาเฉพาะอะไรทั้งสิ้น เพราะไม่มีการสนับสนุนใดๆ จากท่านผู้มีอำนาจสูงสุดน่ะสิ เหอะๆ แต่พี่น้องคร๊าบบบบ อีฟซ่า ก็ดั๊นตืดคณะการโรงแรมฯ
ในรอบโควต้าคับพี่น้องงงงง ไปๆมาๆ ไปๆมาๆ ทั้งไปสอบสัมภาษณ์ นู่น นี่ นั่น ในท้ายที่สุดเค้าก็รับแม่นาง
อีฟซ่า เข้าไปเรียนด้วย แง่... เอาล่ะ ทีนี้ล่ะน้อจะมาเล่าจุดเปลี่ยนให้ฟัง พอเปิดเทอม เราเองก็ไปเรียน
เป็นน้องใหม่เฟรชชี่ 5555 ตอนแรกก็ดีนะก็โอเค คณะนี้นั้นถือว่าเป็นคณะที่มีผู้หญิงเยอะและสวยและน่าจีบ
มากที่สุดใน มหา'ลัยแล้วล่ะ หมายถึงคนอื่นๆเค้าพูดมานะ เอ้อ อีกอย่างเค้าบอกว่าดูไฮโซด้วยอ่ะนะ เหอะๆๆๆ
บอกตามตรงนะ ไม่ได้รู้สึกปลื้มรึภูมิใจอะไรเลยนะ เพราะถ้าหากคนอื่นๆมาเป็นเราจะไม่คิดแบบนั้นแน่ๆ เราเอง
ก็มีเพื่อนหลายๆคน และมีเธอคนหนึ่ง(รึอาจอีกหลายๆคน) ที่บ้านพ่อ-แม่เค้าก็ทำไร่ ทำนาแหละ แต่ทว่าเธอคนนั้นแต่งตัว และทำตัวดูฮายยยยยโซวววววว ค่า อีฟซ่าเห็นแล้วก็สลด แล้วก็มีเธอคนหนึ่งที่บอกกับเราว่าคณะนี้เป็นคณะที่เค้าใฝ่ฝันอยากจะเรียนมาก โอ้ววว อันนี้ยินดีด้วย แต่ไม่ใช่ชั้นแน่ๆที่ใฝ่ฝันเช่นนั้น แล้วก็....หลายๆคนหาเงินเพื่อสนองวัตถุที่ทำให้ตัวเองจะได้อัพเกรด ดูไฮโซ ด้วยวิธีที่ผิดๆ (คงไม่ต้องให้บอกนะ) เฮ้อออ ใช้เงินเกินตัวมั่งล่ะ ยิ่งอยู่นานยิ่งหดหู่ ชีวิตไม่มีอะไรตื่นเต้นเอาซะเลย เพื่อนเก่าของเราหลายๆคนต่างก็ถามเหมือนๆกันว่า ทำไมแกไม่เรียนศิลปะล่ะแกเหมาะจะตาย ชอบด้วยไม่ใช่หรอ เหอะ..ก็อยากจะเรียนอยู่หร๊อกกก แต่ผู้มีอำนาจเค้าไม่อนุมัติ จะให้ช้านทำง๊ายยยย นะ....หลังจากกำลังจะสิ้นสุดเทอม 2 ในการใช้ชีวิตการเรียนกับคณะการโรงแรม
อีฟซ่าเริ่มทนไม่ไหว มันอยู่ไม่ด๊ายยยยย ไม่ไหวแล้ววววว
และในที่สุด จึงตัดสินใจ ขอยื่นคำเจรจากับป๋าอีกครั้ง....ทางโทรศัพท์ บอกป๋าว่าไม่มีความสุขเพราะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบที่สุด อยากจะเรียนสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า ถ้าหากได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบจริงจะมีความสุขมากๆ..(นี่คือประเด็นหลัก) อื้ม และบลา บลา บลา
จนสุดท้ายป๋าก็ยอม ง่า เย้ๆๆๆ (ทำไมไม่ยอมเข้าใจตอนจะเอ็นท์เนี่ย
) .......มาถึงตรงนี้ทุกคนพอเดาออกรึยัง
ว่าต่อไปเราจะเป็นเช่นไร 5555 เราก็โอนหน่วยกิตไปที่สาขานฤมิตศิลป์ ของคณะสถาปัตย์ไงล่ะ ด้วย GPAX 3.20 และอยู่ในสถานะของเด็กซิ่ว เข้าใจใช่มั้ยฮ้า ว่าการซิ่วคือเป็นแบบเรานี่ล่ะฮ่า....วะ ฮ่าๆๆ 
ตอนนี้เราก็เลยได้เรียนคณะที่ตัวเองชอบสมใจแล้ว เพียงแค่เสียเวลาไป 1 ปี เท่านั้นเอง.....
****ฉะนั้น เราจึงอยากจะบอกกับน้องๆหรือใครๆก็ตามที่ต้องเลือกคณะที่เรียนแล้วเจอสถานการณ์แบบเรา
ก็ลองพยายามคุยและอธิบายให้ท่านพ่อท่านแม่เข้าใจจะดีที่สุดนะ บอกเค้าไปเถอะว่าถ้าเรยนคณะที่ท่าน
ต้องการก็ย่อมได้แต่ลูกอาจไม่มีความสุข และทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่หากเป็นสิ่งที่เราชอบเราก็ย่อมมีความสุข
ที่จะเรียนแน่นอน.......
ว่าด้วยเรื่องของการติวเพื่อสอบเอ็นทรานซ์
นี่ก็เช่นกันค่ะ อันนี้ นา นา จิตตัง นะคะให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ
เมื่อตอนที่เราจะเอ็นทรานซ์ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าตั้งแต่เรียนหนังสือมาเนี่ย ไม่เคยเรียนพิเศษหรือว่าติวอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว(ป๋า ไม่เคยสนับสนุนอีกเช่นเคย) เราก็เลยเรียนหนังสือจนจบ ม.6 โดยปราศจากการติวทุกอย่างค่ะตอนเทอมซัมเมอร์ของ ม.6 คุณเพื่อนในกลุ่มก้อนของเรา เค้าแห่กันไปเรียนภาคฤดูร้อนที่สถาบันอะไรยังไง ที่ จ.ขอนแก่น ยกเว้นเรา อื่ม......เมื่อคุณเพื่อนกลับมาเรียน เหตุไฉน มันสมองจึงมิเห็นจะมีการอัพเกรดใดๆเลย นั่นเพราะ....พวกเค้าทำเพราะดูเป็นแฟชั่นไงคะ เพราะอยากจะไปเที่ยวซะมากกว่าด้วย อันนี้ขอขยายความอีกนิดว่า เพื่อนๆที่เค้าไปติวกันนั้น ครอบครัวและคุณพ่อคุณแม่ของเค้าอยู่อำเภอรอบนอกของจังหวัด
และทำนา และกูยืมเรียนด้วย แต่.....เค้า ก็ยังกระเสือกกระสนกันไปติวให้คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยเพิ่มขึ้น ตอนที่เพื่อนในกลุ่มเริ่มจะมีมือถือกัน เราเองก็ยังไม่มี อื้มมมมมม.....แต่พอคุณเพื่อนเค้ากลับมาผลสอบและเกรดเฉลี่ยออกมาก็ปรากฏว่าได้น้อยกว่าเราและห่างกับเราเป็นโยชน์ ส่วนตอนที่สอบเอ็นทรานซ์ ในกลุ่มของเรามี 11 คน
มีเรา(ซึ่งไม่เคยติวพิเศษ)กับเพื่อนอีกคน...ที่เอ็นท์ติดรอบโควต้า
เห็นอะไรรึยังคะ.....ใช่แว้ว
เพื่อนๆที่เคยไปติวไม่มีใครเอ็นท์ติดรอบโควต้าส่วนเราไม่เคยติว แต่ว่าติดค่ะ ดังนั้นคนที่ติวหรือไม่ติวมัน
อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ใครๆเอ็นท์ติดหรอกนะคะ อยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า มาถึงตรงนี้ ขอสารภาพเลย
ละกันว่าตอนที่สอบเอ็นท์เราอ่านหนังสือแค่คืนเดียวก่อนสอบพอรุ่งขึ้นก็ไปสอบเลย ห่ะๆๆ
อันนี้ไม่ใช่
ตัวอย่างที่ดีนะคะ ไม่ควรทำตาม แต่เพียงแค่จะบอกว่า นะ...เราทั้งไม่ได้ติวและอ่านหนังสือแค่คืนเดียว
แต่เอ็นท์ติด แต่ว่าเพื่อนของเราเปลืองเงินคุณพ่อคุณแม่ไปติว แต่เอ็นท์ไม่ติด จึงขอย้ำอีกทีนะคะว่าถึงเรา
ไม่ติวเราก็เอ็นท์ติดได้นะคะ อยู่ที่ตัวเราเองแหละค่ะ ความตั้งใจ ตอนที่เรียนในห้องก็ตั้งใจนิดนึง พออ่านหนังสือก็ถือว่าทบทวนนิดๆหน่อยๆ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการสอบเอ็นทรานซ์แล้วนะคะ ....
ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อให้ใครลายๆคนได้เห็นอีกมุมมองของคนที่เคยผ่านเรื่องเหล่านี้มาก่อนน่ะค่ะ อย่าลืมนะคะลองคิดดูว่าตอนนี้คุณเลือกคณะที่ตัวเองอยากเรียน หรือพ่อ-แม่ อยากให้เรียน ส่วนคนที่คิดว่าจะติวก็ไม่ว่ากันอยู่แล้วค่ะ เพราะมันก็อาจจะช่วยได้สำหรับบางคนแน่ๆ แต่ถ้าเป็นเหมือนเพื่อนของเรา ก็เหอะๆๆ พิจารณาทุกอย่างด้วยความสมเหตุสมผลนะคะ อนาคตการเรียนของเราเอง 4 ปีเชียวนะคะ เพราะถ้าหากต้องซิ่วเหมือนเรามันทำให้เราเสียเวลาไป 1 ปีเลยนะคะ กับเสียเงินด้วย(สำมะคัญเรย) 5555
เรื่องของเราน่าจะพอช่วยให้การตัดสินใจของใครหลายคนได้มีมุมมองอีกมุมเพิ่มขึ้นนะคะ
สู้ต่อไปไอ้มดแดง 5555
*อภิธานศัพท์>>>>ซิ่ว มันมาจากคำเต็มว่า ฟอสซิล ซึ่งแปลว่าเก่าแก่โบราณ
ฉะนั้นผู้ใดที่ถูกเรียกว่าเด็กซิ่ว นั่นก็เป็นเพราะ เป็นคนเก่าคนแก่ในมหา'ลัยไงล่ะ 5555
แต่เราไม่แก่นะ เด็กบางคนยังหน้าแก่กว่าเราอีก 555555
ปล.1 ถ้าเรายังเรียนคณะการโรงแรมอยู่ ตอนนี้อาจเรียนจบแล้วก็ได้ แถมเผลอๆอาจได้เกียรตินิยมอีกด้วย
แต่...เราก็ยังย้าย เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบและรักที่สุด
ปล.2 ป๋าของเราเป็นครูสอนศิลปะด้วยนะเออ 5555 แต่เหตุใดเล่าเค้าถึงไม่อยากให้เรียนในตอนนั้น 5555
(ก็ที่บอกแหละ...ป๋าเคยเรียนศิลปะมา เค้าเลยยังเข้าใจแบบเดิมๆอยู่ว่าจบมาจะเอาอะไรกิน ฮา...)
ขอขอบคุณทุกคนที่อ่านได้จนจบนะคะ โหลดโหดนิดนึง
อ่านจบเดี้ยงพอดี คร่อก
#1 By wesong on 2008-05-20 14:26